Translate แปลภาษา

Monday, April 23, 2012

คดีประวัติศาสตร์ ผอ.เบาะแส แจ้งจับ แม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย แม่ชีคนดังแห่งอยุธยา









อ.เบาะแส .....
แจ้งจับแม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย แม่ชีคนดังอยุธยา 
ซึ่งถูกจับกุมเมื่อ
 ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นคดีประวัติศาสตร์...........???
อันเป็นการปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์......








http://www.goosiam.com/news/news1/html/0000133.html


ผอ.เบาะแส ใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์กับทีมงาน กลุ่มฯ เบาะแส ทั่วประเทศ ที่เป็น ชุดเฉพาะกิจ ปราบมาเฟีย

ท่านใด ไปที่วัดพระญาติการาม   จ.พระนครศรีอยุธยา   ช่วย ตรวจสอบ ด้วยว่า แม่ชี ยังอยู่ที่เดิม หรือ ไม่....?????



11/3/2013

รายละเอียด คดี สำคัญ  
 “ ปิดฉากแม่ชีคนดัง ...อ้าง เป็นแม่นม   ในคดี หมิ่นรัชทายาท ”
มองละคร....ย้อนดูตัวเรา
            หลังจากที่จับกุมแล้ว ได้มีการลงข่าวในเวบไซต์ ว่า
 “ เป็นการขัดผลประโยชน์กัน ”   
ผอ.เบาะแส จึงได้แจ้งความ หมิ่นประมาทสื่อนั้น อีก ๕ คดี
            ถ้าเป็นการที่ ผอ.เบาะแส ขัดผลประโยชน์ การทำมาหากินแบบผิดกฎหมายของแม่ชีฯ นั้น ถูกต้อง แต่แม่ชีฯ ไม่ได้มีการขัดผลประโยชน์ ผอ.เบาะแส เพราะ กลุ่มฯเบาะแส ไม่ได้หาประโยชน์ เพียง แต่ทำเพื่อปกป้อง สถาบัน ฯ เพื่อมิให้ผู้ใดเอาไปหาประโยชน์.......เท่านั้น
            ในที่สุด ศาลจังหวัดอยุธยา และศาลอุทธรณ์ ตัดสินจำคุก 3 ปี
            ปัจจุบัน ทราบมาว่า แม่ชีฯ  ไม่ได้อยู่ที่วัดพระญาติการาม แล้ว.....ไม่ทราบไปไหน 
            นับเป็นความสำเร็จที่ กลุ่มฯเบาะแส ได้กระทำในฐานะ ประชาชนคนไทยที่จงรักภักดี ต่อแผ่นดินเกิด และ สถาบันฯ
            จึงอยากให้ พี่น้องคนไทย ได้ ตระหนัก และสำนึก...ในการที่เกิดมาเป็นคนไทย......จักต้อง ร่วมกันปกป้อง สถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหนือ สิ่งอื่นใด....
-----------------------------------------------------------------------------------------

เรามาดูข้อมูลย้อนหลัง...

นี่คือเรื่องจริง ติดตามอ่านได้ใน     www.borsae.org 
“ ถ้าเรื่องงานแล้ว ไม่มีพี... ไม่มีน้อง.... ไม่มีพ่อ.... ไม่มีแม่.... ไม่มีลูก.... ไม่มีเมีย.... ไม่มีพวก.... ไม่มีพ้อง.... ผิดเป็นผิด.... ถูกเป็นถูก ” 
“ ถูกกลั่นแกล้ง กันแน่ ถ้าไม่จริง หมายจับจะออกได้อย่างไร ” 
“ การเป็นผู้มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ย่อมนำไปสู่ความรุ่งเรืองและสำเร็จในที่สุด ” 
“ เณรกัมราช ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีทำนองเดียวกัน ก่อนหน้านี้ เกี่ยวข้องกับแม่ชีหรือไม่...? ” 
“ ถ้าคนเราไม่หลงตัวเอง บารมีย่อมไม่เสื่อมถอยเป็นแน่ ” 
“ อาชีพ ของ ป. ไม่น่าจะมีเงินหลักแสน หลักล้าน โอนเข้า ” 
“ ผอ.เสกสรร ประเสริฐ ผู้นำกลุ่มฯเบาะแส ที่ยอมเอาตัวเองเข้าแลก ขอเป็นลูกบุญธรรม เพื่อให้ แม่ชีเบญจวรรณฯ ตายใจ ยอมให้แม่ชีฯ พูดจา เหน็บแนม... ดูถูก...และตลบหลังด้วยการแจ้งข้อหา....และจับกุมแม่ชี.....ในที่สุด. ” 
“ ถ้า...ถูกกลั่นแกล้ง ทำไมมีหมายจับ…? ทำไมไม่ได้ประกันตัว..?.ในขณะนั้น....” 
“ มิได้หมายความว่าเบาะแสจะทำลายศาสนา แต่กลุ่มฯเบาะแส จะล้างผู้ที่ทำให้ศาสนา เสียหาย ” 
“ ผอ.เบาะแส ยั่วให้แม่ชีเบญจวรรณ ตะบะแตก ใส่อารมภ์ แสดงอาการฉุนเฉียว ด่า หมา หมา หมา....ซื้อปลอกใส่ปากหมา....ซึ่งสภาพผู้เป็นแม่ชี......ไม่น่าจะกระทำเช่นนั้น แต่ ผอ.เบาะแส กลับนิ่ง ” 
“ เข็มนั้น ถ้าเป็นเข็ม บ.จ.ว.(เ บ ญ จ ว รรณ) ก็คงไม่ผิด ” 
“ โดยได้รับการเชิญชวนจากผู้หญิงอ้วนๆในห้องแม่ชีให้ซื้อ ” 
“ เราทำงานอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ มิให้มีผู้ใดทำการให้เสื่อมเสีย ในฐานะที่เราเป็นคนไทย ” 
“ แม่ชีรับงานเคลียร์ปัญหาให้ เสธฯ อ. เรื่องเกาหลี ค้าประเวณี …! ” 
“ มีลูกสะใภ้เจ้าพ่อมาขอ…ให้แม่ชีช่วยหยุด กลุ่มฯ เบาะแส ” และต่อมา อีก 3 วัน สภากาแฟแปดริ้ว ลือกันให้ แซด ว่า เบาะแส รับไป 10 ล้าน เบาะแสไม่ลงข่าวแล้ว ”
“ แต่แล้วสภากาแฟ ก็จ๋อยกันไปตามๆกัน เพราะมีข่าวล้างวัดโสธร โค่นเจ้าพ่อแปดริ้ว ก็ออกภาค 2 มาให้สะใจกัน ” 
“ ขอขอบคุณท่านเจ้าอาวาสบางท่านที่แสดงอากัปกริยาที่แสนสุดจะสมเพชเสียมิได้ที่กระทำ โทสะ โมหะ ยิ่งกว่า มนุษย์ ” 
“ พระกับชี อยู่วัดเดียวกันเป็น สิบๆปี จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นหรือไม่สงสัยนั้นเป็นไปไม่ได้ 
“ ถ้าไม่ไล่ชีออกจากวัด พวกเราจะเปลี่ยนเจ้าอาวาสใหม่ ” 
“ ถูกชวนให้ซื้อเข็ม จึงซื้อเข็มเครื่องหมายของเบื้องสูง ๒ อัน ราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท ” 
“ ถ้าเป็นแม่ชีธรรมดา ถวาย ๕๐๐ แต่นี่อ้างเป็นแม่นม ถวาย ๕๐๐,๐๐๐ เพื่อหวังไว้พึ่งพาพึ่งพิงยามมีปัญหา ” 
“ ท่านแม่ครับ ท่านแม่คะ” ใครฟังก็รู้สึกขนลุกขนพอง และอีกคำ ที่เรียกว่า “ เข้าเฝ้า ” แม่ชี เขาเป็นใครกัน ” 
“ แต่ทำไม แม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย ต้องใช้คำว่าเข้าเฝ้า เข้าเฝ้าและก็เข้าเฝ้า ” 
“ นี่คือปัญหาที่ใครๆก็ไม่กล้าแตะ ขืนแตะซิ อาจไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ขนาด ผอ.เบาะแส ยังรู้สึกหนาวๆร้อนๆ ” 
“ มาเฟีย ทหาร ตำรวจ เจ้าพ่อ ก่อนที่จะขึ้นถึงที่สุดจะต้องเข้ามาหาแม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย ก่อนทุกครั้ง ” 
“ แม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย ถูกจับกุมดำเนินคดี ข้อหา หมิ่นรัชทายาท ” 
“ คดีนี้ ผอ.เสกสรร ประเสริฐ  เป็นประธานกลุ่มฯเบาะแส และ เป็นผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์เบาะแส เป็นผู้กล่าวหาแจ้งความดำเนินคดี ” 
“ ซึ่งครั้งนี้เป็นการแฝงตัวเข้าไปสืบในวัดพระญาติการาม ของ ผอ.เสกสรร เพื่อเก็บหลักฐาน หาพยานบุคคล พยานวัตถุ และพยานอื่นๆมีการร่วมงานกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายท่านซึ่งให้ความสนใจและร่วมมือด้วย จนมีการจับกุมเกิดขึ้นในที่สุด ” 
“ และสุดท้าย ผอ.เสกสรร ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภอ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อปิดฉาก ๑๘ ปีแห่งแม่ชีคนดัง
“ ทำให้เบาะแส ต้องแจ้งความดำเนินคดี กับ สื่อ หลายรูปแบบ อีกหลายสื่อ เพื่อเป็นการปรามมิให้สื่อต่างๆทำงานโดยเห็นแก่เงิน มิได้คำนึงถึงความเสียหายของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ พิทักษ์ความเป็นธรรม อย่างเช่น กลุ่มฯเบาะแส ” 
“ ถ้าฟ้ามีตาจริง ท่านย่อมรู้ว่าใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง เพราะใครทำอย่างไรได้อย่างนั้นแน่นอน ไม่มีใครทำดีได้ชั่วแน่นอน ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว เป็นสัจจะธรรม ” 
“ ได้มีข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยระบุว่า “แม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย แฉ เสกสรร ประเสริฐ กลุ่มเบาะแส แม่มีพยานหลักฐาน ที่มันจับพระไปไว้ที่บ้าน แล้วรีดจนหมดตัว 
“ โดยมีข้อความว่าผู้แจ้งร่วมกับนายสินชัย ปล้นเงินค่าทำศพอดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรซึ่งปรากฎในข้อความบางตอนว่า นำเรื่องเท็จไปเผยแพร่ต่อสาธารณะชนและสร้างม็อบออกมาต้าน มติมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นข้อความอัน 
“ ลองถามข้าราชการบางกลุ่มที่รับทำบัตรประชาชนปลอมหัวละ ๑๕๐,๐๐๐ บาทคงรู้ดี ” 


  



























 4 พฤษภาคม  2556




http://www.dailynews.co.th/thailand/202024




ข้อมูลที่นำเสนอทางสื่อ..........


    แม่ชีคนดังเมืองกรุงเก่าอยุธยา ถูกตำรวจแจ้งจับข้อหาหนัก ดูหมิ่นเบื้องสูง คุมตัวส่งผัดฟ้องฝากขัง ค้านประกันตัวส่งเข้าเรือนจำครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 6 ก.ค. พ.ต.อ.ชินฑัต มีศุข รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับพันบุบผา ผกก.สภ.อ.มหาราช และ พ.ต.ท.ธนาพัฒน์ นิลบดี รอง ผกก.สส.สภ.อ.พระนครศรีอยุธยา นำกำลังพร้อมหมายศาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลขที่ จ.720/2548 ลงวันที่ 5 ก.ค. 48 เข้าพบแม่ชีเบญจวรรณ เสมาชัย หรือเบ็ญ สูงเนิน อายุ 72 ปี เจ้าสำนักแม่ชีเบญจวรรณ ภายในวัดพระญาติการาม ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา แจ้งข้อหาว่าร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชทายาทและเบื้องสูง คุมตัวกลับไปสอบสวนที่ บก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งการจับกุมครั้งนี้ได้สร้างความแตกตื่นตกใจ ให้กับบรรดาลูกศิษย์เป็นอย่างมาก ขณะที่แม่ชีเบญจวรรณยังมีสีหน้ายิ้มแย้มให้ลูกศิษย์ประคอง พาไปขึ้นรถขับตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแต่โดยดี

    ทันทีที่มาถึง บก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญแม่ชีเบญจวรรณเข้าไปในห้องทำงานของ พ.ต.อ.ชินฑัต พร้อมทั้งห้ามผู้สื่อข่าวเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนอย่างเด็ดขาด บรรยากาศภายในห้องสอบสวนเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เนื่องจากมีลูกศิษย์ลูกหาของแม่ชีเบญจวรรณติดตามมาเป็นจำนวนมาก โดยมีความพยายามติดต่อทนายความให้มาร่วมฟังการสอบปากคำด้วยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของการสอบปากคำแม่ชีเบญจวรรณ ได้แบ่งการดำเนินคดีออกเป็น 2 ท้องที่คือ สภ.อ.มหาราช และ สภ.อ.พระนครศรีอยุธยา แต่ใช้ข้อหาเดียวกัน โดยพนักงานสอบสวนของทั้ง 2 โรงพัก หอบหิ้วเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปสอบถึงในห้องรอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา

    สำหรับที่มาที่ไปของการจับกุมแม่ชีเบญจวรรณในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากชุดจับกุมว่าทางกองบังคับการตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่ ได้ทำหนังสือประสานความร่วมมือให้จับกุมแม่ชีเบญจวรรณในข้อหาดังกล่าว หลังจากที่ตำรวจ จ.เชียงใหม่ ได้จับกุมนายกรรมราช สมานทรัพย์ อายุ 21 ปี ชาว จ.ลำพูน ที่แอบอ้าง ตัวเองเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จากการสอบสวนนายกรรมราชให้การรับสารภาพว่าพ่อแม่แยกทางกัน ญาติจึงส่งไปบวชเณรที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่วัดชัย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้ได้รู้จักกับแม่ชีเบญจวรรณ และมีการปล่อยข่าวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง ทำให้ข้าราชการและประชาชนหลงเชื่อมาทำบุญกราบไหว้ และบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก

    ภายหลังมีคนจับพิรุธได้ จึงหนีไปอยู่สหรัฐอเมริกาก่อนจะวกกลับมาอยู่เชียงใหม่ เข้าหาพวกนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น มีคนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก แต่ภายหลังความแตกถูกจับได้ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ศาลตัดสินลงโทษจำคุก 50 ปี แต่ลดโทษให้เหลือ 30 ปี ยังอยู่ในระหว่างการถูกจองจำ และทางพนักงานสอบสวนของ จ.เชียงใหม่ ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนมั่นใจว่าแม่ชีเบญจวรรณมีส่วนรู้เห็น ในการกระทำความผิดครั้งนี้จึงประสานให้จับกุมดังกล่าว

    ต่อมาเวลา 16.00 น. หลังใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 6 ชม. ทางพนักงานสอบสวนของ 2 โรงพัก ได้นำตัวแม่ชีเบญจวรรณเดินทางไปขออำนาจศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผัดฟ้องฝากขังนัดแรก พร้อมทั้งคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกหลายปาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีนายศักดิ์ดา แม้นสุวรรณรัฐ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันตัวคดีที่ สภ.อ.มหาราช ในวงเงิน 5 แสนบาท ส่วนนายสุทธิ ผลสวัสดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ตำแหน่งยื่นขอประกันตัวคดีของ สภ.อ. พระนครศรีอยุธยา ในวงเงิน 6 แสนบาท แต่ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว ให้ส่งตัวเข้าเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต่อไป

    ด้านแม่ชีเบญจวรรณกล่าวระหว่างเดินออกจากห้องพิจารณาคดี เพื่อไปยังห้องถ่ายรูปทำประวัติว่า ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา น่าจะเป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งมากกว่า ได้ประสานกับทางทนายความให้ยื่นหนังสือขอประกันตัวชั้นศาลอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.นี้ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่เรือนจำได้นำตัวแม่ชีเบญจวรรณเข้าไปในห้องลงทะเบียนประวัติ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวติดตามเข้าไป ขณะที่ตำรวจชุดจับกุมทั้งหมดปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงผลการสอบสวน โดยระบุเพียงว่ายังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนขยายผล

    ต่อมาเวลา 17.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ของเรือนจำได้ออกมาแจ้งกับผู้สื่อข่าวที่เฝ้ารออยู่นอกห้องว่า แม่ชีเบญจวรรณเดินทางไปที่เรือนจำโดยรถส่วนตัวแล้ว แต่ก็หนีไม่พ้นกองทัพนักข่าวที่ไปดักรออยู่หน้าเรือนจำอีกกลุ่มใหญ่ โดยแม่ชีเบญจวรรณนั่งรถมิตซูบิชิจีวากอน สีดำ ทะเบียน ศษ 8387 กรุงเทพมหานคร เข้าไปในเรือนจำ โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ทั้งนี้ ทางเรือนจำได้ อำนวยความสะดวกให้แม่ชีเบญจวรรณนั่งรถเข้าไปถึงห้องตรวจรับแดน 1 โดยแม่ชีเบญจวรรณได้ร้องขอรถเข็นเนื่องจากชราภาพ และมีสุขภาพไม่แข็งแรง ซึ่งทางเรือนจำได้จัดให้ตามคำร้องขอ และจัดให้พักอยู่ในส่วนของห้องแรกรับหญิงเป็นการชั่วคราว ซึ่งแม่ชีเบญจวรรณยังคงอยู่ ในชุดนุ่งขาวห่มขาว มีลูกศิษย์และลูกสะใภ้คอยดูแลอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะถูกเชิญออกมานอกเรือนจำ ขณะเดียว กันก็มีลูกศิษย์อีกกลุ่มใหญ่เดินทางมาสอบถามข้อมูลไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าไม่น่าจะเป็นความจริงตามข้อกล่าวหา


pls................wait



No comments:

Post a Comment